NORWAY

Last updated: Jan 17, 2017  |  2498 จำนวนผู้เข้าชม  |  Blog

NORWAY

นอร์เวย์ พระเอกตัวจริงแห่งสแกนดิเนเวีย

       นอร์เวย์มีอะไร?

       นอร์เวย์เป็นประเทศที่หลากหลาย มีความงามทางธรรมชาติมากมายไม่ว่าจะเป็นฟยอร์ดหรือกลาเซียร์ ซึ่งกระจายอยู่ทั่วไปตั้งแต่เหนือจรดใต้

 

    ทำไมจึงเรียกว่า พระเอกตัวจริงแห่งสแกนดิเนเวีย ?

          ที่เรียกว่า พระเอกตัวจริงแห่งสแกนดิเนเวีย เพราะเป็นประเทศที่สามารถชมและสัมผัสกับธรรมชาติในฤดูหนาวได้ง่ายที่สุดในดินแดนทั้งหมดแถบสแกนดิเนเวียและซีกโลกทางเหนือ ส่วนในฤดูร้อนก็เป็นจุดชมพระอาทิตย์เที่ยงคืนได้สวยงามและสะดวกที่สุด เพราะมีจุดเหนือสุดของโลกที่สามารถเดินทางไปถึงได้ด้วยรถ ไม่ต้องนั่งเครื่องบินไปลง อยู่ที่บริเวณแหลมเหนือหรือนอร์ทเคป (North Cape) จุดเหนือสุดของยุโรป ซึ่งผู้คนจากทั่วโลกจะไปชมกันในช่วงเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม แต่พอเปลี่ยนฤดูกาลก็มีแสงออโรร่าหรือแสงเหนือให้ชมเต็มๆได้ในโซนเดียวกัน ในพื้นที่เดียวกัน เพียงแต่ต่างช่วงเวลา เรียกว่าเป็นการท่องเที่ยวที่ลงตัวในทุกฤดูกาลเลยทีเดียว



 

 

 

 

 

 

 

 

          ถ้าพูดถึงผู้คนทางแถบสแกนดิเนเวียจะเป็นคนที่มีอัธยาศัยไมตรีดีมากๆทุกประเทศ แต่ความรู้สึกที่มีกับคนนอร์เวย์จะคล้ายกับผู้คนทางแถบภาคเหนือ หรือคนที่อาศัยในแถบชนบทของบ้านเรา ที่มีน้ำใจไมตรีที่ดีมากๆพอได้เห็นทัศนียภาพที่สวยงาม ผู้คนที่เป็นมิตรและยินดีต้อนรับนักท่องเที่ยวเอเชีย โดยเฉพาะคนไทยที่เดินทางไปถึงนอร์เวย์ตั้งแต่สมัยร้อยกว่าปีที่แล้ว คือในสมัยที่รัชกาลที่ 5 เสด็จประภาสนอร์เวย์ พวกเขาก็เลยมีความรู้สึกที่ดีกับคนไทยตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา

        หลายแห่งที่รัชกาลที่ 5 เสด็จประภาสผ่านในนอร์เวย์ ยังมีสิ่งต่างๆถูกเก็บรักษาไว้เป็นที่ระลึก ไม่ว่าจะเป็นภาพถ่าย อุปกรณ์ต่างๆ ตลอดจนหลายสิ่งหลายอย่างที่เกี่ยวข้องกับการเสด็จของพระองค์ ก็ได้รับการเก็บรักษาไว้เป็นอย่างดีกระทั่งปัจจุบัน ไม่ว่าจะเดินทางไปเมืองไหนที่พระองค์ท่านเคยเสด็จพระราชดำเนินผ่าน ก็จะมีข้อมูลเกี่ยวกับพระองค์ท่านให้เราได้พบได้เห็นอยู่เรื่อยๆ

 

      สุดท้ายคือ ความโดดเด่นในแง่ของวัฒนธรรมและศิลปะต่างๆที่ชาวนอร์เวย์สร้างออกมา อย่างโบสถ์ วิหาร หรือ Stave Church ซึ่งเป็นโบสถ์ไม้สไตล์ไวกิ้งโบราณ กลับมีลักษณะคล้ายกับโบถ์ทางเหนือของไทยใหญ่อย่างทางบ้านเราจะมีช่อฟ้า ทางนอร์เวย์จะเป็นรูปหัวมังกร แม้จะเป็นดินแดนที่ห่างไกลกันเหลือเกิน แต่กลับมีความลงตัวด้วยความรู้สึกหลายด้านทั้งศิลปะ ผู้คน อัธยาศัยไมตรี จึงเรียกได้ว่าเป็นพระเอกตัวจริง ซึ่งหลังจากที่ได้อ่านพระราชนิพนธ์ไกลบ้านและมีโอกาสไปเยือนมาหลายครั้งหลายหนทั้งเส้นทางตามรอยเสด็จประภาสและเส้นทางอื่นๆ จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่าทำไมรัชกาลที่ 5 ถึงเสด็จประภาสนอร์เวย์นานที่สุดในบรรดาประเทศต่างๆ เมื่อครั้งเสด็จประภาสยุโรปครั้งที่ 2 เหตุผลก็เพราะความสวยงามอย่างที่พระองค์ท่านทรงบรรยายไว้ แบบที่เกิดจากธรรมชาติล้วนๆ ไม่ได้รับการปรุงแต่งจากมือมนุษย์ หรือถ้าจะมีการปรุงบ้างก็น้อยมาก แม้เราจะมีโอกาสได้ไปเยือนหลังจากพระองค์ท่านเสด็จประภาสแล้วร้อยกว่าปีแต่ความประทับใจที่ได้สัมผัสจากพระราชนิพนธ์ และภาพของธรรมชาติที่เห็นไม่ได้แตกต่างกันเลย หรือแม้ผู้คนของเขาจะเพิ่มมากขึ้น แต่ก็ไม่ได้ทำธรรมชาติเกิดการเปลี่ยนแปลง

         ไฮไลต์สำคัญอีกอย่างหนึ่งของนอร์เวย์คือ ฟยอร์ด ( Fjord) ที่เกิดจากธารน้ำแข็งหรือที่เรียกว่ากลาเซียร์ (Glacier) ไหลลงมาทับถมกันเป็นเวลาหลายพันหลายหมื่นปี แล้วดันภูเขาออกไปเป็นร่องน้ำ มีน้ำเข้ามาแทนที่เป็นอย่างนี้อยู่ชั่วนาตาปีฟอร์ดที่ยาวและลึกที่สุดในประเทศนอร์เวย์ชื่อว่า ซอกเนอฟยอร์ด (Sognefjord)และเป็นฟยอร์ดที่ใหญ่โตเป็นอันดับ 2 ของโลก โดยมีขนาดกว้างยาวกว่า 200 กิโลเมตร อยู่ใกล้กับธารน้ำแข็งและล้อมรอบด้วยแนวเทือกเขาที่สูงที่สุดของนอร์เวย์ ทำให้มีทัศนียภาพที่งดงามเป็นที่ต้องตาต้องใจแห่งหนึ่งของโลก

       ส่วนฟยอร์ดที่สวยไม่แพ้กันอีกแห่งหนึ่งคือ เกรังเกอร์ฟยอร์ด คำพูดนี้ไม่ได้เกินความเป็นจริงเลยว่าทำไมเกรังเกอร์ฟยอร์ดถึงได้สวยงามขนาดนั้น คงต้องขอเล่าให้ผู้ที่ยังไม่ได้เดินทางไปหรือยังไม่เคยเห็นภาพฟังก่อน  แล้วค่อยมาดูกันว่าหลังจากที่เห็นภาพแล้วเป็นอย่างนั้นจริงหรือเปล่า

        เกรังฟยอร์ด  (Geirangerfjorg) เป็นฟยอร์ดที่มีความยาวราว 15 กิโลเมตร ท่ามกลางธรรมชาติอันบริสุทธิ์และสวยงามขนาดที่ได้รับเลือกให้เป็นมรดกโลก เมื่อยืนอยู่บนเขา เราจะเห็นร่องน้ำลึกที่มีน้ำไหลผ่านเหมือนกับนายพรานเอาขวานฟันลงไปที่ตอไม้ แล้วตอไม้แยกออกเป็น 2 ท่อน นั่นแหละคือภาพของฟยอร์ด โดยสามารถล่องเรือชมในร่องน้ำหรือล่องเรือเข้าไปในฟยอร์ดที่มีลักษณะคล้ายกับลำธารหรือแม่น้ำได้ ซึ่งน้ำส่วนใหญ่ที่อยู่ในร่องน้ำจะเป็นน้ำกร่อย เพราะมีน้ำจากทะเลเข้ามารวมกับน้ำจากต้นน้ำที่เกิดจากการละลายของหิมะบนยอดเขา สิ่งที่แปลกคือน้ำในฟอร์ดจะไม่เป็นน้ำแข็ง เพราะมีกระแสน้ำอุ่นไหลเข้ามาอยู่ตลอดเวลา แต่ตรงบริเวณขอบๆอาจจะเป็นน้ำแข็งบ้างเมื่อเข้าสู่ฤดูหนาว

 

 

 



 

 

 

 

 

 

 

   

 นอกจากความงดงามของฟยอร์ดแล้ว ทางเหนือของนอร์เวย์ยังมีชุมชนชาวแลปป์ (Lapps) อาศัยอยู่ด้วย จริงๆแล้วทั้งนอร์เวย์ สวีเดนและฟินแลนด์ รวมถึงบางส่วนในรัสเซีย ต่างก็มีชาวแลปป์อาศัยอยู่ด้วยกันทั้งนั้น แต่ชาวแลปป์ของนอร์เวย์ค่อนข้างที่จะมีความโดดเด่น มีเอกลักษณ์และมีความเป็นมิตรกับนักท่องเที่ยว ไม่ว่าใครที่เคยไปสัมผัสมาแล้วก็มักจะประทับใจ

       ส่วนไฮไลต์อีกอย่างหนึ่งของนอร์เวย์สำหรับสถานที่ท่องเที่ยวคือการเดินทางด้วยเส้นทางรถไฟสายฟลอม (The Flam Railway) หรือสายฟลอมสบานา (Flamsbana) หนึ่งในเส้นทางรถไฟสายสวยงามและมีความสูงชันที่สุดในโลก โดยจะแล่นผ่านแม่น้ำ ตัดผ่านหุบเขาลึกน้ำตกที่ไหลจากหน้าผาสูงชัน แนวเทือกเขาที่มีหิมะปกคลุมบนยอดตลอดทั้งปี ฟยอร์ด กลาเซียร์ รวมระยะทางกว่า 20 กิโลเมตร และจบที่เมืองฟลอม (Flam) ที่จะบริการรถโค้ช รถทัวร์ และรถยนต์ให้เช่าขับท่องเที่ยว มีเรือล่องชมฟยอร์ด ซึ่งซึ่งเมืองฟลอมแห่งนี้เองที่เรียกได้ว่าเป็นศูนย์กลางแห่งฟยอร์ด (Center of Fjord) ในขณะที่เมืองเบอร์เกน (Bergen) จะเป็นประตูสู่ฟยอร์ด (Gateway of Fjord) เพราะเมืองเบอร์เกนคือเมืองหลวงเก่าของประเทศนอร์เวย์ ที่อยุ่ทางตะวันตกสุด เลยจากนั้นไปจะเป็นมหาสมุทรแอตแลนติก ส่วนกรุงออสโล (Oslo) คือเมืองหลวงปัจจุบันของประเทศ

          ปัจจุบันสถานที่หลายแห่งในนอร์เวย์ รวมทั้งเบอร์เกน ได้รับการรับรองให้เป็นมรดกโลก และได้รับการดูแลรักษาไว้อย่างดี  ไม่ว่าจะเดินทางไปกี่ครั้งเราจึงยังได้เห็นสภาพบ้านเมืองแบบดั้งเดิม กลายเป็นเมืองที่ใครๆ ต่างก็พากันชมว่าสวยที่สุดในสแกนดิเนเวีย แต่จะจริงหรือเปล่านั้น ต้องไปพิสูจน์กัน

          ทุกเมืองในนอร์เวย์ล้วนแต่มีความสวยงามมาก เนื่องจากมีภูเขาฟยอร์ด กลาเซียร์ มีทุกอย่างที่เรียกได้ว่าค่อนข้างครบ แต่หาที่ราบไม่ค่อยเจอ ประเทศนอร์เวย์หาพื้นที่ราบยาก เลยทำให้มีอุโมงค์ที่ยาวที่สุดในโลก โดยมีความยาวประมาณ 23 กิโลเมตร เจาะทะลุผ่านภูเขาไม่รู้กี่ลูกเพื่อไปโผล่อีกด้านหนึ่ง ลองนึกภาพที่ต้องนั่งรถเข้าไปกว่า 20 นาทีจึงจะทะลุอีกฝั่งหนึ่งก็แล้วกัน นอกจากนี้ ยังมีอุโมงค์นับพันอุโมงค์ในประเทศนอร์เวย์ นี่แหละจึงเกิดอีกกิจกรรมหนึ่งในการเดินทางไปเที่ยวนอร์เวย์ ก็จะเป็นการนั่งรถนับอุโมงค์กันไปเรื่อยๆ แทนที่จะนับแกะแล้วง่วง เปลี่ยนมานับอุโมงค์แทนก็น่าจะง่วงดีเหมือนกัน

 



 

 

 

 

 

นอกจากนอร์เวย์จะเป็นประเทศที่ขุดอุโมงค์เจาะทะลุภูเขาเก่งมากแล้วยังสร้างอุโมงค์ลอดใต้ทะเล ซึ่งอยู่เหนือสุดของโลกได้อีกด้วย โดยมีอุโมงค์ที่ว่าอยู่ที่คาฟยอร์ด (Kafjord) เป็นอุโมงค์ลอดใต้ทะเล แล้วไปโผล่อีกด้านที่ฮอนนิ่งสวัก (Honningsvag) ซึ่งเป็นหมู่บ้านสุดท้ายที่มีมนุษย์อาศัยอยู่ก่อนที่จะถึงนอร์ทเคป (North Cape)

       นอร์เวย์ยังมีตัวโทรล (Troll) ที่มีลักษณะเป็นตุ๊กตาหิน จมูกยาว ตาโต รูปร่างไม่ค่อยน่ารักเท่าไร เหมือนภูตในตำนาน หรือตัวการ์ตูนในนิทานที่นำมาเล่าให้เด็กๆฟังอะไรทำนองนั้น  ว่ากันว่าตัวโทรลโดนแดดเขาจะกลายเป็นหิน ในประเทศนอร์เวย์จึงมีตัวโทรลอยามากมายเลยทีเดียว เพราะภูมิประเทศส่วนใหญ่ประกอบด้วยเทือกเขาสูงแทบทั้งนั้น เลยมีตำนานหรือเรื่องเล่าเกี่ยวกับตัวโทรลขึ้นมาทและกลายเป็นสัญลักษณ์ของประเทศ เมื่อเดินทางไปก็มักจะเจอเจ้าตัวนี้ให้การต้อนรับอยู่เสมอ

           นอร์เวย์ยังเป็นไวกิ้งตัวจริง ซึ่งเขาภาคภูมิใจมากที่จะบอกว่า ของเขาน่ะไวกิ้งตัวจริง ซึ่งทั้ง 3 ประเทศในแถบสแกนดิเนเวียนต่งก็อ้างกันทั้งนั้นแหละว่า “ ฉันนี่แหละ...ไวกิ้งตัวจริง” แต่ในความเป็นจริงแล้ว ชุมชนชาวไวกิ้งมีอยุ่ทั้ง 3 ประเทศ ทั้งเดนมาร์ก นอร์เวย์ และสวีเดน สแกนดิเนเวียจึงรียกได้ว่าเป็นดินแดนแห่งไวกิ้ง นอกเหนือจากการเป็นดินแดนแห่งพระอาทิตย์เที่ยงคืนด้วย

          ไวกิ้งแห่งนอร์เวย์ (Viking Norway) เป็นชาวไวกิ้งที่ค่อนข้างกล้าหาญเป็นผู้ที่ล่องเรือไปจนพบประเทศไอซ์แลนด์ เกาะกรีนแลนด์ ข้ามไปจนถึงทวีปอเมริกาเหนือก่อนโคลัมบัสหลายร้อยปี นี่คือความเก่งของชาวไวกิ้งแห่งนอร์เวย์ และที่สำคัญ มนุษย์คนแรกที่เดินทางไปถึงขั้วโลกใต้ และทำการปักธงเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม ค.ศ. 1911  ก็คือ Mr. Roald  Engelbregt  Gravning  Amundsen  ซึ่งนับเป็นนักสำรวจชาวนอร์เวย์และนักสำรวจคนแรกของโลกที่สามารถเดินทางจากขั้วโลกเหนือ ข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกสู่ขั้วโลกใต้ได้สำเร็จ นั่นแสดงให้เห็นว่า ชาวนอร์เวย์แม้จะอาศัยอยู่ในแถบขั้วโลกเหนือ แต่ก็สามารถเดินทางลงใต้ กระทั่งไปปักธงที่ขั้วโลกใต้ได้ด้วยเรือที่มีชื่อว่า Fram ก่อนกลุ่มนักสำรวจชาวอังกฤษถึง 35 วัน

       ชาวนอร์เวย์เป็นนักเดินเรือที่เก่งและมีความชำนาญมาก กัปตันของเรือสำราญในโลกนี่ส่วนใหญ่ก็ล้วนแต่เป็นชาวนอร์เวย์ทั้งนั้น แม้การต่อเรือส่วนใหญ่จะทำกันที่ฟินแลนด์ ซึ่งมีอู่ต่อเรือเป็นล่ำเป็นสัน เรียกว่าเรือเป็นพาหนะที่ 2 รองจากรถเลยก็ว่าได้ ผู้คนส่วนใหญ่ทางแถบสแกนดิเนเวียจะมีรถกันคนละคัน แล้วพาหนะอีกอย่างหนึ่งก็จะเป็นเรือแทน ชาวสแกนดิเนเวียทั้ง 3 ประเทศจะชอบแล่นเรือมาก แต่กัปตันเดินเรือส่วนใหญ่จะเป็นชาวนอร์เวย์มากกว่าชาวสแกนดิเนเวียประเทศอื่น นี่คือความมหัศจรรย์ของชาวนอร์เวย์

        ในนอร์เวย์มีที่พักที่โดดเด่น ไม่พูดถึงไม่ได้เลยคือ Holmenkollen Park Hotel Rica เป็นโรงแรมบนเขา ชานกรุงออสโล วิวสวยมาก ส่วนใหญ่จะเต็มตลอด เป็นโรงแรมสไตล์นอร์วีเจียนไวกิ้ง (Norwegian Viking) แบบดั้งเดิม  ส่วนอีกปีกหนึ่งออกแบบเข้ากับสมัยนิยม และทำทั้งสองส่วนเชื่อมกันอย่างงดงาม น่าดูมาก และเป็นโรงแรมสวย  เหมาะแก่การพักผ่อน ส่วนอีกแห่งหนึ่งเป็นที่อยุ่ใกล้กับกลาเซียร์ ชื่อว่า โรงแรมอเล็กซานดร้า (Hotel Alexandra) เป็นโรงแรมที่มีชื่อเสียงมากในแถบนั้น ตั้งอยู่ตรงกลางระหว่างฟอร์ดกับกลาเซียร์ มองเห็นท้องน้ำเป็นสีเทอร์ควอยส์หรือสีเขียวอมฟ้าจากฟยอร์ด ซึ่งเป็นสีน้ำที่จะไม่เหมือนฟยอร์ดที่อื่นๆ มีอยู่ที่เมืองแห่งนี้เพียงแห่งเดียว และเราก็สามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจนจากโรงแรมนี้ ถือเป็นไฮไลต์ของห้องพักที่นี่เลยก็ว่าได้

      กิจกรรมเด็ดๆ ในนอร์เวย์ที่ขาดไม่ได้มีอีกหลายอย่าง อย่างแรกคือสกีจัมป์ (Ski Jump) แต่คงจะตื่นเต้นไปสักหน่อยสำหรับนักสกีมือสมัครเล่นที่ยังเล่นไม่ค่อยเป็น แต่เขามีบริการซีมูเลเตอร์ จำลองลักษณะภายในให้เหมือนกับเราได้เล่นสกีจัมป์จริงๆ สำหรับคนที่ชอบทานปลา ที่นี่เป็นสวรรค์ของคนรักอาหารที่ทำจากปลา เพราะอาหารทุกๆจานทำจากปลาจะสด และอร่อยมากๆ แต่ถ้าใครที่ไม่นิยมทานปลาก็ควรจะงดอาหารที่เกี่ยวกับปลาก่อนเดินทางสัก 1-2 สัปดาห์ เพราะไปถึงที่นั่นยังไงๆก็ต้องเจอปลาแน่นอน

 

 

 

Travel Tips to Norway

*Must Destinations

              คงไม่มากและไม่น้อยเกินไปนัก สำหรับสมญานาม “ดินแดนแห่งพระอาทิตย์เที่ยงคืน” ซึ่งถือเป็นไฮไลต์ของการท่องเที่ยวที่ไม่ควรพลาด ดังนั้นการเดินทางท่องเที่ยวให้เข้าถึงแก่นแท้ของนอร์เวย์ จึงควรระบุสถานที่ที่สามารถชมพระอาทิตย์เที่ยงคืนได้อย่างชัดเจนและสวยงามที่สุดอย่างนอร์ทเคป (Nort Cape) ซึ่งนอกจากจะได้สัมผัสความสวยงามของพระอาทิตย์เที่ยงคืนอย่างงดงามยิ่งแล้ว ยังมีพิพิธภัณฑ์ไทย ที่ตั้งอยุ่บนจุดเหนือสุดของโลกจัดแสดงพระราชกรณียกิจในการเสด็จประภาสของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระเทพพระรัตน์ราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีให้ศึกษาได้อย่างใกล้ชิดด้วย

           นอกจากที่สุดบนจุดเหนือสุดของโลกแล้ว เพื่อให้สมกับการเป็นพระเอกตัวจริงแห่งสแกนดิเนเวีย จึงไม่ควรพลาดการล่องเรือชมความงดงามทางธรรมชาติของฟยอร์ดอันเลืองชื่ออย่างเกรังเกอร์ฟยอร์ด (Geirangerfjord) ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยุ่หัว รัชกาลที่ 5 เคยเสด็จประภาสเมื่อปี ค.ศ. 1907 โดยสามารถล่องเรือจากท่าของเมืองเฮเลซุลท์ (Hellesylt) ชมความงดงามและยิ่งใหญ่ของประติมากรรมทางธรรมชาติแห่งดินแดนทางเหนือของโลก

       นอร์เวย์ยังมีอีกหนึ่งเส้นทางท่องเที่ยวที่น่าสนใจ กับฟลอมสบานา (Flamsbana)  รถไฟสายโรแมนติกตามเส้นทางสายน้ำตก สัมผัสอีกหนึ่งบรรยากาศของการเดินทางที่มีชื่อเสียงที่สุดของนอร์เวย์ โดยระหว่างทางจะแวะให้เก็บภาพ Kjosfossen น้ำตกอันตระการตา ซึ่งเกิดจากการละลายตัวของหิมะ และเมืองแสนสวยตามเส้นทาง

                   ข้อมูลท่องเที่ยวนอร์เวย์ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่

                   www.visitnorway.com

 

*Accommodations

         Rica Hotel Nordkapp (www.rica-hotels.com)  ที่พักสไตล์ Northern Lappland   ของเมืองฮอนนิ่งสวัก  (Honningsvag) ห่างจากแหลมเหนือหรือนอร์ทเคป จุดชมพระอาทิตย์เที่ยงคืนอันงดงามเพียง 30 กิโลเมตร

           Fretheim Hotel (www.fretheim-hotel.no) ที่พักสไตล์รีสอร์ทอบอุ่นในอ้อมของขุนเขาเมืองฟลอม (Flam) ศูนย์กลางของฟยอร์ดที่ยาวและลึกที่สุดในโลก รวมถึงสถานีตั้งต้นของเส้นทางรถไฟสายโรแมนติก

*Best Time to Visit

           ธันวาคม-มกราคม เทศกาลแห่งความสุขช่วงคริสต์มาสและปีใหม่ในแถบขั้วโลกเหนือดุจดินแดนแห่งความฝัน ทางเหนือมีโอกาสชมแสงออโรร่าที่สุด

           กุมภาพันธ์-เมษายน  กิจกรรมฤดูหนาว อากาศดีที่สุด ไม่หนาวเกินไปและฟ้าใสมาก

         ปลายพฤษภาคมต้นสิงหาคม  ชมความมหัศจรรย์ของพระอาทิตย์เที่ยงคืนที่นอร์ทเคป

         กันยายน-พฤศจิกายน  ชมความงามของฤดูกาลใบไม้เปลี่ยนสี

*Travel Plan

        หากต้องการจะเดินทางท่องเที่ยวนอร์เวย์ให้ครบจากเหนือจรดใต้ควรใช้เวลาประมาณ 8-12 วัน แต่หากต้องการท่องเที่ยวแบบเจาะลึกตามเมืองท่องเที่ยวต่างๆมีข้อแนะนำดังนี้

-            กรุงออสโลและเมืองรอบๆควรใช้เวลาประมาณ 2 วัน

-            เมืองเบอร์เกน (เมืองหลวงเก่า) ควรใช้เวลาประมาณ 2 วัน

-            หมู่เกาะโลโฟเตน รวมล่องเรือชมเกาะ ควรใช้เวลาประมาณ 2-4 วัน

-            นอร์ทเคป ชมพระอาทิตย์เที่ยงคืน ซอกเนอฟยอร์ด และเกรังเกอร์ฟยอร์ดควรใช้เวลาประมาณ 2-4 วัน

 

 

 

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

Powered by MakeWebEasy.com